บทวิเคราะห์จุดเริ่มต้นและจุดจบของ Airbus A380



บทความและรูปภาพทั้งหมดเขียนโดย Dusit Neelapat
gunhotnewsขอขอบคุณครับ

 

บทวิเคราะห์จุดเริ่มต้นและจุดจบของ Airbus A380
เผื่อใครสนใจประวัติศาสตร์การออกแบบเครื่องบินครับ
 

โลกเรามีบริษัทผลิตเครื่องบินขายให้กับสายการบินพาณิชย์ใหญ่ๆอยู่ 2 บริษัท คือ Airbus จากยุโรป กับ Boeing จากอเมริกา

ทั้ง Boeing และ Airbus เป็นบริษัทคู่แข่งกันโดยตรงมาเป็นสิบๆปี เทคโนโลยีใกล้เคียงกัน จุดเด่นจุดด้อยสูสีกัน แต่เราไม่ได้มาคุยกันเรื่องเทคโนโลยีวิศวกรรม เราจะพูดถึงการตัดสินใจในการออกแบบ (design decision)

ตั้งแต่ยุค 1970 จนถึงปัจจุบัน Boeing มีจุดเด่นที่เหนือกว่า Airbus จากเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดของตัวเองคือ Boeing 747 ที่มีเครื่องยนต์ 4 ตัว จุผู้โดยสารได้เกิน 500 คนและมีชั้น 2 หัวปูด สำหรับที่นั่ง first class เป็นเรือธงหลักของ Boeing สำหรับการเดินทางระยะไกลข้ามทวีป

ช่วงปลายปี 1980-1990 คู่แข่งอย่าง Airbus จึงเริ่มโครงการสร้างเครื่องบินขนาดใหญ่ของตัวเองบ้าง ซึ่งกลายมาเป็น Airbus A380 ในปัจจุบัน มีเครื่องยนต์ 4 ตัวและจุผู้โดยสารได้มากสุดถึง 800 กว่าที่นั่ง มีจุดเด่นที่ห้องโดยสารแบ่งเป็น 2 ชั้นทั้งลำ เพื่อแข่งกับเครื่องขนาดใหญ่ของ Boeing

Airbus ตัดสินใจออกแบบ A380 มาจากการคาดการณ์ว่าในอนาคต 20-30 ปีข้างหน้านั้น การเดินทางโดยเครื่องบินของคนทั่วโลกจะเป็นเหมือนกับ Hub and Spoke คือมีการเดินทางระยะไกลจำนวนมาก คนจะเดินทางผ่านเครื่องบินมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสนามบินขนาดใหญ่(hub)ทั่วมุมโลก ก่อนที่สนามบินขนาดใหญ่เหล่านั้นจะส่งผู้โดยสารต่อ(spoke)ออกไปยังสนามบินย่อยในพื้นที่นั้นๆ และเครื่องบินขนาดใหญ่ยักษ์อย่าง A380 นี่แหละจะเป็นเรือธงขนผู้โดยสารไปมาระหว่าง hub

Airbus เลือกเดิมพันอนาคตของการพัฒนาเครื่องบินของตัวเองในอีก 30 ปีข้างหน้าด้วยรูปแบบ Hub and Spoke

กลับกัน Boeing มองอนาคตต่างออกไปจาก Airbus

Boeing เริ่มเห็นว่ายอดขายของเครื่องบินขนาดใหญ่ของตัวเองเริ่มลดลงเรื่อยๆในช่วงกลาง-ท้ายยุค 1990 จึงเริ่มต้นโครงการสร้างเครื่องบินรุ่นใหม่ไป 2 แนวทาง

แนวทางแรกคือ พัฒนา Boeing 747 ของตัวเองให้มีประสิทธิภาพขึ้น

แนวทางที่สองคือ พัฒนา เครื่องบินขนาดกลางให้บินได้เร็วขึ้นประหยัดน้ำมันมากขึ้น

ประจวบกับที่ปลายปี 2001 เกิดเหตุการณ์ ผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินชนตึก World Trade Center ส่งผลให้คนกลัวที่จะเดินทางด้วยเครื่องบิน และสงครามในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น Boeing จึงพับโครงการพัฒนา Boeing 747 ออกไป และหันมาพัฒนาเครื่องบินขนาดกลางประหยัดน้ำมันขึ้นแทนก่อนจะกลายมาเป็นเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner ในปัจจุบัน

Boeing ตัดสินใจออกแบบเครื่องรุ่นใหม่ 787 Dreamliner จากประสบการณ์ที่มีมาจากรูปแบบ Hub and Spoke ของ Boeing 747 แล้ว และคาดการณ์ว่าในอนาคตรูปแบบการเดินทางผ่านเครื่องบินจะไม่ได้เป็นการเดินทางไปมาผ่านสนามบินขนาดใหญ่ แต่จะเป็นการเดินทางแบบสนามบินย่อยไปสู่สนามบินย่อยได้เลย เป็นแบบจุดหนึ่งสู่จุดหนึ่ง(point-to-point)ในภาคพื้นเล็กๆมากกว่า การเดินทางระยะสั้นๆแต่บ่อยขึ้น จะมากกว่าการเดินทางข้ามทวี

การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นช่วงปลายยุค 90 ทั้ง 2 บริษัทมีแนวทางการพัฒนาสินค้าของตัวเองที่ต่างกันออกไป

Airbus มองว่าอนาคตคนจะเดินทางด้วยเครื่องบินระยะไกลแบบข้ามทวีปแบบ Hub and Spoke มากขึ้น

Boeing มองว่าอนาคตการเดินทางด้วยเครื่องบินระยะใกล้บ่อยๆในภาคพื้นเล็กๆแบบ point-to-point จะได้รับความนิยมมากกว่า
2 การตัดสินใจในการออกแบบง่ายๆที่แตกต่างกัน ที่ส่งผลต่อบริษัทไปอีกตลอดกาล

อีกเกือบ 20 ปีถัดมา ทั้ง Airbus A380 และ Boeing 787 Dreamliner ถูกผลิตและขายให้กับสายการบินพาณิชย์เต็มรูปแบบ

การเกิดขึ้นของสายการบิน low cost เป็นปัจจัยหลักให้การเดินทางแบบ point-to-point ระยะใกล้ๆบ่อยๆประสบความสำเร็จ และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่หลายอย่าง เช่น อินเตอร์เน็ต รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจอื่นๆก็ทำให้การเดินทางข้ามทวีปแบบ Hub and Spoke ด้วยเครื่องบินขนาดใหญ่ไม่ได้รับความนิยมมากขึ้นเท่ากับที่หลายคนคาดการณ์ไว้

Boeing ขาย 787 Dreamliner ได้เกือบ 10 เท่าของ A380
การแข่งขันรอบนี้สิ้นสุดแล้ว Boeing ชนะ Airbus จากการตัดสินใจเล็กๆในการออกแบบเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว

การทำให้ใหญ่ขึ้นกว่าคู่แข่ง วัดกันที่สเป็คแบบ head-to-head แน่นอนว่า A380 นั้นดีกว่า Boeing 747 ในทุกแง่มุม การเปิดตัวเที่ยวบินแรกของ A380 ในปี 2005 เป็นหมุดไมล์ที่สำคัญของวงการการบินพาณิชย์เพราะได้สร้างเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดขึ้นบิน แต่ในระยะยาวและการแข่งขันของตลาด สเป็คของสินค้าที่ดีกว่าไม่ได้นำความสำเร็จกลับมาให้

Boeing ที่สร้างเครื่องบินเล็กกว่า ประหยัดน้ำมันมากกว่า การผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและลูกค้า(เที่ยวบินพาณิชย์)มากกว่าคือผู้ชนะ

ความผิดพลาดของ Airbus ไม่ได้เกิดจากการขาดขีดความสามารถในการแข่งขันพัฒนาสินค้าของตัวเอง หรือความผิดพลาดของการตลาด หรือการตั้งราคาสินค้า แต่เกิดจากความผิดพลาดจากการตัดสินใจการออกแบบ(design decision) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

การแข่งขันสร้างเครื่องบินให้ใหญ่ที่สุด (A380) หรือเร็วที่สุด (Concorde) จบลงแล้ว อนาคตของการพัฒนาการบินพาณิชย์จะวิ่งเข้าหาจุดดุลยภาพของตลาดมากขึ้น มากกว่าวิ่งไปหาขีดสุดทางวิศวกรรม

ส่วน Airbus และ Boeing ต้องกลับไปที่กระบวนการเริ่มต้นออกแบบกันใหม่ และเริ่มแข่งกันใหม่

หวังว่ารอบหน้านี้ Airbus จะเก็บประสบการณ์ความผิดพลาดและกลับมาพัฒนาการแข่งขันในรอบใหม่ได้.....

ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า......





แก้ไขเมื่อ 20 ก.พ. 2562 00:09

ผู้โพส: gunhotnews
วันที่: 20 ก.พ. 2562 00:08
จำนวนคนเข้าชมทั้งหมด:69
หมวด: พูดคุย

 

 

 

 

สุ่มกระทู้

 มลพิษในอากาศเป็นสาเหตุอันดับต้นที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมอง  13 มิ.ย. 2559 22:13

 จีนนำ เครื่องบินขับไล่ล่องหน J-20 ออกมาอวดโฉมครั้งแรกในงานแอร์โชว์ใหญ่ที่สุดของ ปท. (ชมคลิป)  02 พ.ย. 2559 15:52

 นาซ่าเผยภาพล่าสุดของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์  05 ก.พ. 2559 21:18

 ภาพดาวเคราะห์น้อย 2017 BQ6  21 ก.พ. 2560 12:47

 ภาพความงดงามบริเวณใจกลางทางช้างเผือก  05 เม.ย. 2559 01:32


1

เป็นบทความที่อ่านแล้วดีมากเลยคะ Gclub

ผู้โพส: changnoi1211          วันที่:19 มี.ค. 2562 16:18          (บุคคลทั่วไป:115.87.193.xxx)

X
Loading........

2

เป็นบทความที่ดีน่าสนใจมากเลยคะ จีคลับ Gclub

ผู้โพส: changnoi1211          วันที่:19 มี.ค. 2562 16:16          (บุคคลทั่วไป:115.87.193.xxx)

X
Loading........

3

   ขอบคุณสำหร้บบทความดีๆนะค่ะ Gclub  

ผู้โพส: บูริน หมูอวกาศ          วันที่:19 มี.ค. 2562 14:11          

X
Loading........

4

กี


แก้ไขเมื่อ 06 มี.ค. 2562 15:24

ผู้โพส: gunhotnews          วันที่:21 ก.พ. 2562 10:17          

X
Loading........
1

ไปหน้าที่
 


  แสดงความคิดเห็น
 
 
 
ชื่อ
กรุณากรอกข้อความตามภาพ    *ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทุกตัวและมีอักษรภาษาไทยผสม 
อัพโหลดรูปที่นี่ และนำโค๊ด HTML Code มาใส่ในข้อความที่ต้องการ