ไข้กาฬหลังแอ่น โรคร้ายแรง สุขลักษณะที่ดีป้องกัน(พอ)ได้


ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเพจ ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว


ไข้กาฬหลังแอ่น โรคร้ายแรง สุขลักษณะที่ดีป้องกัน(พอ)ได้

ถ้าใครติดตามข่าวสุขภาพต่างประเทศจะพบว่า ที่ออสเตรเลียพบผู้ป่วยโรคไข้กาฬหลังแอ่นรายที่6 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ... หรือถ้าใครจำได้นานกว่านั้น เมื่อราวๆเดือนมีนาคม ที่มหาวิทยาลัยโอเรกอนในสหรัฐอเมริกา มีนักศึกษาติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นไป 6 ราย และมีบางรายเสียชีวิต

โรคกาฬหลังแอ่น เป็นโรคที่ไม่ได้พบบ่อย แต่เมื่อพบขึ้นมาแต่ละครั้งจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะว่ามันคือหนึ่งในโรคติดเชื้อที่เป็นแล้วมีโอกาสตายสูง5%แม้ไปรักษา , และสูงกว่านั้นมากถ้าไม่ได้รักษา) และมีโอกาสเกิดความพิการตามมาประมาณ 15 %แม้ไปรักษา ... (ความพิการมักจะต่ำกว่า15%ถ้าไม่ได้รักษา เพราะว่าไม่พิการแต่ตายไปเลย)

และอีกความน่ากลัวของมันก็คือ มันติดต่อได้ง่ายพอประมาณ แม้จะไม่ได้ติดต่อง่ายแบบอีสุกอีใส ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ซึ่งติดต่อทางอากาศและการหายใจ ... แต่มันติดต่อได้ทางน้ำมูกน้ำลาย ดังนั้นการติดต่อของโรคนี้ก็มักเกิดกับผู้ที่ใกล้ชิด เช่น บุคคลในครอบครัว นักศึกษาในมหาวิทยาลัย หรือในกองทหาร
ที่น่ากลัวที่สุด เชื้อนี้ บางคนมีอยู่ในร่างกายแต่ไม่แสดงอาการ , และคนที่ติดเชื้อบางคนอาการอาจจะไม่มาก ในขณะที่คนบางคนติดเชื้อแล้วตายในเวลาแค่1-2หลังมีอาการทั้งที่แข็งแรง เห็นกันหลัดๆ

(แจ้งไว้ล่วงหน้า ใจความสำคัญอยู่ที่ย่อหน้าแรกและสุดท้าย ถ้ายาวไปก็อ่านย่อหน้าสุดท้ายก็พอ)

สาเหตุ
เกิดจากเชื้อNeisseria meningitidis ซึ่งก่อให้เกิดลักษณะโรคได้หลายแบบ

- ติดเชื้อในกระแสเลือด มีอาการเพลีย ไข้ หนาวสั่นสะท้าน คลื่นไส้อาเจียน จากนั้นจะเริ่มมีจุดเลือดออกตามผิวหนังเป็นสีแดงหรือม่วง (ซึ่งกดลงไปแล้วไม่จางลง) ความดันโลหิตต่ำ
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอาการปวดหัว ไข้ เวียนหัว อาเจียน จากนั้นจะเริ่มมีอาการคอแข็ง หลังแข็ง ตาไม่สู้แสง สับสน คุยไม่รู้เรื่อง
- อาการตามตำแหน่งอื่นๆ เช่น คออักเสบ ตาอักเสบ ข้ออักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ ฯลฯ
อาการเริ่มต้นจะเกิดหลังจากรับเชื้อมา 3-7 วัน

รักษายังไง
หากยังไม่มีอาการแต่ไปสัมผัสใกล้ชิดคนที่เป็นมา(ใกล้ชิดนี่คือแบบอยู่ด้วย กัน ดูแลตอนเจ็บป่วย สัมผัสน้ำลายหรือสารคัดหลั่ง) แพทย์ก็จะให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกัน
หากเริ่มมีอาการน้อยๆ ก็ให้ยาฆ่าเชื้อชนิดฉีด ... ซึ่งส่วนมากเชื้อตอบสนองกับยาดี
หากมีอาการหนักๆ ก็ให้ยาฆ่าเชื้อฉีด แล้วรักษาสิ่งที่เกิดขึ้นจากโรค ... อวัยวะไหนล้มเหลวก็ประคองอวัยวะนั้นไป
และเมื่อรอดแล้วก็มาจัดการกับความพิการที่เหลือ เช่นเชื้อไปทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงนิ้ว ก็ตัดนิ้ว เชื้อไปทำลายเส้นประสาทที่ไปหู ก็ดูแลฝึกเรื่องการฟังหรือการใช้ชีวิตแบบไม่ได้ยิน ... ก็ว่ากันไป

ประเด็นคือ โรคนี้ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่การรักษา
ปัญหาอยู่ที่การวินิจฉัยครับ

1.โรคติดเชื้อทั้งหลาย เราจะบอกว่าเป็นโรคอะไรก็ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการมาประกอบกับประวัติและตรวจร่างกาย
จะให้ดี จะวินิจฉัยให้ได้ ก็ต้องเจอตัวเชื้อ เช่น เจาะเลือดออกมาเพาะเชื้อแล้วขึ้นเป็นเชื้อNeisseriaในเลือด ... เจาะน้ำไขสันหลังแล้วเจอเชื้อ หรือตรวจPCR ตรวจภูมิคุ้มกันแล้วเจอ
เพาะเชื้อ 2-3 วันกว่าเชื้อจะขึ้น ... คนไข้อาจตายก่อน
น้ำไขสันหลัง จะเจาะก็ต้องมีอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ตรวจPCRหรือตรวจภูมิคุ้มกันก็ทำได้แค่บางที่ บางโรงพยาบาล
ดังนั้นตามหลักทั่วไป ถ้าสงสัย หมอจะรักษาไปเลย ถ้าผลกลับมาว่าไม่ใช่ค่อยหยุดยา

2.คนไข้ไม่ได้แปะที่หน้าผากมาว่าเป็นโรคอะไร / การตรวจทั่วไปมันแยกไม่ได้ในตอนแรก
ถ้าคนไข้มาโรงพยาบาลแบบไข้สูงชักผื่นจ้ำแดงขึ้นทั่วตัว คนที่บ้านเป็นเหมือนกันอีก2คน โอเค ง่ายครับ หมอสงสัยตั้งแต่คนไข้ยังไม่ถูกเข็นลงจากรถ ให้ยาเลย เจาะเลือดตรวจเลย

แต่ลองนึกภาพว่าคนไข้มาโรงพยาบาล เป็นไข้มาวันนึง หนาวๆ ไข้38 เหมือนจะไอนิดนึง เหมือนจะปวดตามตัว มีน้ำมูกบ้างแต่ว่าเดิมเคยเป็นภูมิแพ้มีน้ำมูกอยู่แล้ว มีปวดน่อง ปวดตามตัว ปัสสาวะร้อนๆจำไม่ได้ว่าขุ่นไหม อาเจียนทีนึง มวนๆท้อง ถ่ายเหลวเละๆไป 2 ครั้ง นิดเดียว

คุณจะบอกคนไข้ว่าเป็นอะไร ... ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ ฉี่หนู ไข้ไทฟัส อาหารเป็นพิษ มาลาเรีย ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือ ไข้กาฬหลังแอ่น เมอร์ส ... คำตอบคือ แยกไม่ได้ครับ
ตรวจเลือดเหรอ ... ตรวจเลือดไป เกิดเจอเม็ดเลือดขาวสูง ... อาจจะสงสัยพวกแบคทีเรีย (แต่ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ ตอนเป็นไข้วันแรกก็เม็ดเลือดขาวขึ้นได้) ... ตรวจเลือดไป เจอเกล็ดเลือดต่ำนิดๆ .... อาจจะสงสัยไข้เลือดออก (ปกติเกล็ดเลือดลงวันที่ 3 เป็นต้นไป แต่คนไข้หลายคนก็จำวันที่มีไข้วันแรกผิด) อาจจะสงสัย ไข้หวัดใหญ่ฉี่หนูไทฟัสมาลาเรียติดเชื้อในกระแสเลือด (สรุปให้ก็ได้ว่า ก็ตัดไม่ได้อยู่ดี)

ในรพ.เอกชน อาจจะง่ายขึ้นมาอีกนิด ส่งตรวจเชื้อไข้เลือดออกได้ ส่งตรวจไข้หวัดใหญ่ได้ ซึ่งถ้าไม่มีก็อาจจะนอนให้ยาไปก่อน
ในรพ.รัฐบาล .......................................................... (ที่ว่าง)................
ดังนั้น ไมใช่เรื่องง่ายที่จะวินิจฉัยในตอนแรกหากตอนมาอาการยังไม่มาก

***แล้วเราจะทำยังไง***
เริ่มต้นก็คือการป้องกัน โรคนี้ติดต่อได้ด้วยการได้รับเชื้อซึ่งเจอได้ในน้ำลายหรือสารคัดหลั่ง การไอจามพูดน้ำลายโดนหน้า
ดังนั้น
1. ไม่ควรใช้ภาชนะน้ำดื่มร่วมกัน (ไม่รับน้องด้วยการเอาของกิน/ลูกอมวนกัน) โดยเฉพาะหากมีคนป่วยหรืออาการคล้ายหวัด
2. ถ้าป่วย(ซึ่งป่วยวันแรกเราไม่รู้หรอกว่าใครเป็น) ก็ใส่หน้ากากอนามัย อย่าให้น้ำลายกระเด็นออกมา
3. มันติดทางการจูบได้ ... แต่เมืองไทย คงไม่มีใครไปจูบกันในค่ายทหารหรือหอพัก ... งั้นข้ามไป
4. ล้างมือบ่อยๆ/ไม่ใช้มือล้วงแกะเกาที่ใบหน้า ... บางทีคนเป็นไอจามน้ำลายกระเด็นติดโต๊ะ ... ถ้าเราเดินผ่านมาแล้วไปจับเอามาแคะจมูกขยี้ตา ... อาจจะซวยได้
5. ใครมีไข้ ไปหาหมอแล้วไม่ดีขึ้น อาการหนักลงอีก ... ก็ไปหาซ้ำ
6. ถ้ามีคนเป็นไข้กาฬหลังแอ่นแล้วเรารู้ว่าเราคลุกคลีด้วยใกล้ชิด ก็ไปหาหมอซะ
ฟังดูน่าเบื่อ ล้างมือให่สะอาด ไม่กินน้ำแก้วเดียวกัน ไม่ขยี้ตาไม่แคะจมูก ใส่หน้ากากอนามัย เห็นพูดกันทุกโรคเลย ....

ครับ ... ก็มันจริง ... โปรดทำด้วย




ผู้โพส: gunhotnews
วันที่: 08 ก.ค. 2558 23:38
จำนวนคนเข้าชมทั้งหมด:904
หมวด: ความรู้ทั่วไป

 

 

 

 


  แสดงความคิดเห็น
 
 
 
ชื่อ
กรุณากรอกข้อความตามภาพ    *ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทุกตัวและมีอักษรภาษาไทยผสม 
อัพโหลดรูปที่นี่ และนำโค๊ด HTML Code มาใส่ในข้อความที่ต้องการ